วันเสาร์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2561

ใช้ชีวิตคุ้มหรือยังคุณน่ะ

   



    สวัสดีครับมีใครอยู่ไหมเนี้ย ฮัลโหล(อีสัส คงอยู่หรอกมึงหายไปเป็นปี)คือช่วงนี้ผมค่อนข้างยุ่งๆกับชีวิตนิดหน่อยไม่ว่าจะเป็น เล่นเกมส์เอย เล่นกับหมาเอย นั่งดูbnk48เอย (สัสนี่แม่งไร้สาระหมดเลยนี่หว่า) แต่ระหว่างที่ผมกำลังทำตัวหนักประเทศชาติอยู่นั้นก็พลางนึกขึ้นได้ว่า กูใช้ชีวิตคุ้มหรือยัง ?
   
     คำตอบที่พอจะประเมินจากการกระทำในชีวิตประจำวันได้คือยังหรอกไอ้ควายเผือก เนื่องด้วยความที่ตัวเองเป็นคนอุดมการณ์สูงกว่าค่าครองชีพ เลยนั่งเฉยๆดูนกบินผ่านไปวันๆ (เอ่อ...อุดมการณ์มึงสูงมาก)
เมื่อมีคำถามนี้พุ่งเข้าหัวเหมือนเทวดาโยนสามแต้มมาลงสมอง ก็ทำให้ผมคิดว่า เออว่ะ กูรู้สึกชีวิตกูยังไม่คุ้มเท่าผักกาดขาวลดห้าสิบเปอร์เซ็นที่บิ๊กซีด้วยซ้ำ

     ด้วยความฮึดสู้และหันไปมองหน้าหมาและมโนว่ามันเข้าใจกู เลยหยิบคอมมาหาความท้าทายของชีวิต จัดไป ! กระโดดบันจี้จั้มสิคุณต้องลองซักครั้งในชีวิต ....... เอ่อ ไอ้สัสชิงช้าสวรรค์ในงานวัดกูยังเยี่ยวจะราดให้กูไปกระโดดท้าทายยมบาลซะงั้น ผมมานั่งวิเคราห์และวิจัยกว่าสามสัปดาห์ด้วยทีมงานระดับคุณตะพาบ(มีกูคนเดียวนี่ละ) แม่งกระโดดไปเพื่ออะไรวะ เสี่ยงตาย หัวใจจะวาย เสียตังอีก ไอ้สัสอะไรคือข้อดีวะ

     เอาใหม่ๆ กูออกไปวิ่งแบบพี่ตูนดีกว่า อย่างน้อยก็ได้สุขภาพ รู้สึกคุ้มขึ้นมานิดหน่อย ไปๆออกจากบ้านอุณภูมิประเทศไทย38องศา ไอ้สัส อย่าว่าแต่วิ่งเลย ยืนเฉยๆกูก็จะเป็นลมแล้ว นี่กูอยู่ในไมโครเวฟเซเว่นหรือปล่าวเนี้ย ผมตัดสินใจวิ่งเข้าฟิตเนตดีจังแอร์เย็น แต่ทว่า ! ทำไมมีไอ้คนกล้ามใหญ่กว่าหัวเด็กเต็มไปหมดเลยวะครับ แล้วแม่งเล่นกันชำนาญเหมือนเล่นมาก่อนแม่พี่ๆเขาจะอัลตร้าซาวด์อีก ด้วยความรู้สึกอ่อนด้อยทำให้ผมเดินง่อยๆกลับไปนั่งมองหน้าหมาที่มันคงคิดในใจว่าอะไรของเมิงงง

     พอมานั่งนิ่งๆก็มานั่งคิดนะครับว่าคำว่าคุ้มแท้จริงแล้ว แต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนอยากจะปีนไปบนยอดเขาปักธงพร้อมเช็คอินว่ากูมาถึงแล้ว บางคนอยากเดินทางรอบโลก บางคนแค่อยากกลับไปอยู่กับครอบครัวกับคนที่รัก หรือบางคนแค่อยากนั่งเขียนอะไรโง่ๆให้คนอ่าน คำถามที่ว่า "ใช้ชีวิตคุ้มหรือยังคุณน่ะ" ผมว่าคำตอบไม่มีใครมาบอกคุณได้หรอก เพราะคำตอบมีแค่คุณคนเดียวที่รู้

ว่าแต่คุณใช้ชีวิตคุ้มหรือยังละ.

วันศุกร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2560

ถ้าเกิดสงครามโลกกูจะอยู่อย่างไร




สวัสดีครับหายห่างไปนานเพราะไปทำตามความฝันมา(คือนอนหลับนั่นละเอาแต่นอนฝันยาวเลยสัส)
อันที่จริงไม่ค่อยอยากจะเขียนเท่าไรหรอกนะครับแต่ทนเสียงอ้อนวอนจากคนที่อยากอ่านไม่ไหว/ตัดไปภาพแห่งความจริงนั่งพิมพ์คนเดียวมุมห้องมีหมาเดินผ่านเงียบๆ สัส 

ช่วงนี้หลายคนคงได้ยินข่าวที่จะเกิดสงครามโลกกันวันต่อวันแต่ทุกอย่างดูเบาลงเมื่อข่าวสารห่านั่นมาอยู่ในเฟสบุ๊คประเทศไทย เพราะแม่งเอาฮากันอย่างเดียว จะตายห่ากูไม่ว่าขอให้กูได้ซักมุกเถอะ ทำให้ผมมาคิดว่าถ้ามันเกิดขึ้นจริงๆจะเป็นยังไงวะ แบบดูละครญาญ่ากำลังจะจูบกับณเดชแล้วแม่งตัดเข้าข่าวด่วนกำลังจะมีนิวเคลียร์กัน อันนนี้เริ่มตลกไม่ออกละ ผมเลยต้องมานั่งวางแผนอย่าจริงจังคนเดียว

ผมอาจดูเมื่อคนบ้านะครับที่มานั่งวางแผนอะไรแบบนี้ แฟนหันมามองแล้วถามว่า เป็นบ้าอะไรว่างมากหรอ หึๆ หารู้ไม่ถ้ามันเกิดขึ้นจริงจะมาอ้อนวอนผมที่หลังไม่ได้นะครับ อันดับแรก ผมจะรีบไปซื้อชาเขียวมาไว้ครับเพราะโลกนี้คงน่ากลัวถ้าไม่มีชาเขีนวกินในยามเช้า อันดับต่อมาไปเหมาซีรีย์ทุกเรื่องในท้องตลาดมาไว้ครับเพราะเวลาเราอยู่ในอุโมงหลบภัยเราต้องเบื่อแน่ๆเลย แต่ไม่ได้แดกกูหรอก ฮึ (แล้วมันจะมีไฟผฟ้ากับเครื่องเล่นดีวีดีให้กูมั้ย) อันดับต่อมาก็สำคัญนะครับคือการหาพวกที่เก่งๆเหมือนในหนังซอมบี้ที่ต้องมีทีม คนแรกเลยครับ คนที่ผมต้องชวนมาอันดับแรกคือกัญจน์ ภักดีวิจิตร ใช่ครับถ้าไม่มีเขาใครจะมาย่างไก่ให้เรากิน ผมเลยเลือกเป็นคนแรก  คนที่สองคือ ธัมมะชโย ใช่ครับเขาจะเป็นกำลังสำคัญและพาเราหนีได้อย่างแน่นอนเพราะขนาดDSIยังจับตัวเขาไม่ได้เลย อีกคนคือรองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เพราะด้วยสกิลการขโมยรูปภาพระดับเทพที่สร้างชื่อให้ประเทศเรา ผมชื่อว่าท่านจะไปขโมยข้อมูลลับของทหารฝ่ายตรงข้ามมาได้อย่างแน่นอน คนสุดท้ายต้องนี่เลยครับทอมโชกุน เพราะเขามีเครื่องบินส่วนตัวจะพาเราหนีได้อย่างแน่นอน (ถุย)

ตัดภาพมาโดนกูนั่งหัวเราะอยู่คนเดียวในห้องอย่างภูมิใจ อย่าลืมนะครับคิดวิธีเอาไว้ก่อนหากเจอปัญหาจริงๆเราจะได้รับมือไหวเหมือนผมซึ่งดูจากวิธีที่ผมพูดมารับรองครับกูกรี๊ดเเป็นตุ๊ดตั้งแต่ได้ยินประกาศแล้ว แต่ท้ายที่สุดอยากให้โลกเราอยู่กันอย่างสงบนะครับ ไม่ว่าคุณจะเป็น #ทีมเมกา #ทีมโอบป้าคิม แต่อย่าลืมนะครับหากตัดอำนาจอีโก้การแบ่งดินแดนทุกคนเป็น #ทีมมนุษย์โลกเหมือนกัน เราจะสู้กันไปทำไมครับ สวัสดีครับ

วันจันทร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

เราจะกลับมา




สวัสดีครับ(มึงเป็นใครวะ ! เสียงจากผู้ที่อ่านบล็อกนี้มานาน)โอเคถึงผมจะหายไปนาน
แต่ผมก็กลับมานะครับ(มึงยังมีหน้ามาแก้ตัว) เห็นใจกันบ้างครับเจอคนอ่านแบบนี้ในสังคมแย่มากครับ
ขอความเห็นใจด้วยครับ ฮ่าๆ หายไปนี่ไม่ได้หายไปไหนนะครับเอาเวลาไปเลี้ยงลูกเทพมา
ไม่ใช่ลูกเทพที่ฮิตกันหรอกนะ ลูกเทพที่เป็นหมากะแมวที่บ้านนี่ล่ะ ชีวิตวุ่นวายจริงๆ สงสัยต้องไปบริจาคแมคนั่มที่วัดธรรมกายแก้กรรมแล้วครับ

วันนี้ไม่มีอะไรจะพูด แระไม่ได้ชูสามนิ้วประกาศอิสระภาพ แต่ผมเข้ามาอ่านบล็อกตัวเองอีกครั้งแล้วรู้สึกว่าไอ้คนเขียนนี่น่าตาดีจัง ถุย ! พออ่านก็รู้สึกอยากเขียนอีกครับ และขอผัดกาดไว้ตรงนี้เลยนะครับว่า !
ใครพอจะมีใครยืมซกห้าสิบไปซื้อมาม่ากินมั้ยครับ (ไม่ใช่ล่ะสัส) เอาใหม่ๆ ว่า ผม ! จะกลับมาเขียนมันอีกครั้งด้วยแรงแห่งรักและความฟรุ้งฟริ้งของชาวไทย ทำให้ผมหยุดมันไม่ได้ครับ

บล็อกนี้เหมือนไดอารี่ชีวิตของผมที่มีคนโดนหลอกโดนบังคับหรือกดเข้าเว็ปโป๊แระโดนบล็อคเลยมาอ่านฆ่าเวลา  แต่นั่นทำให้คุณได้มองโลกในแบบที่ผมมอง

แล้วเจอกันครับพี่น้อง (สัสมึงมาแค่นี้อ่ะนะ)


ยอดเพ็ชร อำนาจดีมีสกุล


วันอังคารที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2558

แดงเดือดเลือดสาด


ขึ้นชื่อว่าวันแดงเดือดแล้วทุกคนคงรู้กันว่ามันเป็นวันที่โหดสัสแน่นอนเพราะเป็นวันที่ผู้หญิงเป็นประจำเดือดแล้วอารมณ์เสียง่าย(ไม่ใช่แล้วสัส) ล้อเล่นครับเป็นวันที่แฟนบอลทั่วโลกต้องจับตาดู เพราะ2โครตทีมแห่งเกาะอังกฤษจะมาฟาดแข้งและแฟนบอลจะฟาดปากกัน(โหดสัสกันเหลือเกิน)ชนิดที่ตายกันไปข้าง

แม้ว่าเราจะสนิทกับเพื่อนมากแค่ไหนแต่ถ้าเชียร์บอลแมนยูหรือลิเวอร์พูลกันคนละทีม จะต้องเป็นศัตรูกันภายในจิตใจลึกๆแน่นอน เหมือนกับว่าโดนหมอที่ทำคลอดให้ฉีดสเต็มเซลล์แห่งการเกลียดชังทีมตรงข้ามไว้ตั้งแต่เกิด แต่ที่สนุกมากกว่าเกมฟุตบอลคือกองเชียร์นี่ล่ะครับ โดยเฉพาะชาวไทยแมน ที่แขวะกันได้โหดสัสนรกแตก แล้วแม่งโยงเข้าเรื่องนี้กันได้ทุกเรื่อง ดังเหตุการณ์ตัวอย่างต่อไปนี้

1 เหตุเกิดตอนจะกินข้าวกลางวัน/เอ้ยวันนี้กูอยากกินเป็ดย่างว่ะ/อ้าวไอ้สัสมึงด่าทีมกูหรอ/ด่าเหี้ยไรกูหิว   เฉยๆ/แล้วทำไมมึงต้องอยากแดกเป็ดด้วย/อ้าวนี่กูผิดใช่มั้ยเนี้ย

2 เหตุเกิดตอนนั่งดูข่าว/เอ้ยนักการเมืองสมัยนี่มันโกงเนอะ/เออโกงเหมือนแมนยูไง/อ้าวไอ้สัสนี่มึงด่าทีมกูหรอ/มึงร้อนตัวหรอแสดงว่ามึงโกงจริงดิ/ไอ้สัสต่อยกับกูมั้ย

ความโหดสัสของสองทีมนี้ยังไม่หมดครับ เพราะมาบวกกับการเป็นคนไทยที่รักสถาบันมาก เช่นกูเทคโนมึงเทคนิคเจอกูแน่สัส แล้วก็ตีกัน #ความรัก(ทีมตัวเอง)ก็เช่นกัน
และมันพีคทันทีผมเห็นข่าว แดงเดือด สมชื่อ แฟนทีมผี ซัลโวดับเด็กหงส์ ยิงดับคาร้านเหล้า เหตุเชียร์เสียงดัง แม่เจ้าโหดสัสแดงเดือดจริงๆ แล้วสุดท้ายก็ ตายและอินเดอะคุกกันไปตามๆกัน 

ทางสโมสรเขาจะรู้มั้ยเนี้ยว่าพี่รักเขาขนาดนี้ ยิงคู่อริเพียงเพราะเชียร์คนละทีม พี่ควรถูกปั้นเป็นอนุสาวรีย์หน้า โอแทฟฟอร์ด แต่ตัดภาพมา พี่แกนอนคุกนะครับ เพื่อ! 

อย่าเชียร์บอลเกินเหตุ อย่างกับว่าพ่อเป็นหุ้นส่วนสโมสรแบบนี้กันเลยนะครับ
ดูเอาสนุกดูเอามันเป็นพอเพราะนักกีฬาจบเกมส์เขาก็เป็นเพื่อนกันครับ แต่! มันยังไม่จบครับ
ความมันส์ที่แท้จริงมันคือหลังจากจบเกมส์แล้วเช้าวันรุ่งขึ้นต้องเจอกับเพื่อนที่อยู่ทีมตรงข้าม
ไม่ว่าในที่ทำงานหรือโรงเรียนเช่น

เอ้ยเป็นไงวะเมื่อคืนกูไม่ได้ดูเลยผลบอลเท่าไรวะ
(อันที่จริงพี่แกนั่งดูยันจบแต่แกล้งเนียนเพื่อถามผลตอกย้ำฝ่ายตรงข้าม)

เอ้ยวันนี้กินไรก็ได้นะแต่ไม่กินเป็ดเมื่อคิืนกูแดกอิ่มแระ

เอ้ย วันนี้อารมณ์ดีว่ะเมื่อคืนกูเพิ่งทำบุญส่งผีกลับหลุมไป อนุโมทนากับกูหน่อยดิ

เอ้ยมึงก็ไปล้อมันพูดอะไรให้เกียรติผู้ตายด้วย

แล้วอีกมากมายที่ฝ่ายที่แพ้จะได้เจอจนถึงขั้นลางานรอให้เรื่องเงียบ(ละอายใจเหมือนกับไปฆ่าใครตาย)
ก็มี

เอาเป็นว่าแดงเดือดที่จะถึงนี่ เชียร์เอามัน ไม่ต้องยิงกันนะครับ เรื่องยิงให้นักเตะเขายิงประตูกันพอ
จบ90นาทีก็กลับบ้านไปเตรียมล้อเพื่อน วันรุ่งขึ้น/อ้าวสัส.

ยอดเพ็ชร อำนาจดีมีสกุล

ติดต่อพูดคุยกันได้ที่เพจ
https://www.facebook.com/pages/Yodpaet-Aumnajdeemeesakun/788603867871297?ref=hl

อ่านเรื่องอื่นๆได้ที่
http://yodpaet1.blogspot.com/








วันจันทร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2558

วันแต่งหน้าหนาแห่งชาติ



ไอ้สัส มึงยังอยู่อีกเร๊อะ/ไม่จริงมึงตายไปแล้ว/นี่มึงเป็นวอล์คเกอร์ ใน the walking deadใช่มั้ย/
นี่คงเป็นคำพูดที่คนอ่านบล็อกนี้กำลังจะบอกกับผมเนื่องจากหายไปนาน(อันที่จริงมึงก็นานทั้งปีนี่มึงตั้งใจจะทำปีละ2เรื่องหรอวะ)เอาล่ะครับ เนื่องจากบ่นกับใครไม่ได้ เอ้ย ! เนื่องจากคิดถึงบล็อกนี้จึงกลับมาบ่นให้ฟัง

ช่วงนี้เป็นช่วงใกล้ถึงตอนจบของชีวิตในรั้วมหาวิทลัยของผมแล้วครับ และก็เห็นรุ่นพี่หลายคนรับปริญญาและรุ่นเราก็ต้องถ่ายรูปชุดครุยทำเรื่องจบการศึกษาครับ ดูหน้ายิ่งดีและดีใจ จนกระทั่ง มีเหตุการ์ณที่ผมเรียกมันว่า วันสิ้นแป้ง หลังจากที่ผมได้ดูการแต่งตัวของพี่ๆบัณฑิตเพศหญิงในหลายๆมหาลัย โพสภาพลงเฟสแม่เจ้า เรียกได้ว่าถ้ามีเวทีแล้วถือทวนนี่ผมคิดว่าดูงิ้วอยู่ (คือพี่ครับนี่แต่งหน้าหรือปูนปลาสเตอร์)
เรียกได้ว่าถ้าเปิดบูธขายแป้งนี่รวยครับ แต่พอแสดงความเห็นก็จะได้ใจความมาว่า เสือก /จบ

อันที่จริงจากการวิจัย(เพียงคนเดียว)ได้พบว่าการที่เจ้ปูนปลาสเตอร์ เอ้ย ! พี่ๆบัณฑิตเพศหญิง เขาแต่งหน้าอย่างงี้กัน ผมขอเดาด้วยเหตุผลดังนี้ครับ

1 อยากขึ้นกล้อง แน่นอนครับช่วงนี้เขากำลังฮิตจ้างช่างภาพมาถ่ายรูป รับปริญญา กันให้ว่อน เลยอยาก   จะให้มันใสๆขึ้นกล้อง โดย วลีเด็ด คือ มึงจะไปรู้อะไรแต่งหนาๆแบบนี้ล่ะพอในรูปมันจะออกมาสวย ตัดมาอีกภาพตอนได้รูปนี้ไม่ต่างเลยครับ งิ้วสัสๆ

2 อยากสวยที่สุด วันนี้คือวันของเขาครับเพราะเขาลำบากลำบนเรียนมานี่คือวันที่อยากสวยรองลงมาจากวันแต่งงานแค่นั้นเอง เลยต้องจัดเต็มอย่าให้ใครได้สวยกว่าครับ ยกตัวอย่างบทสนทนา เอ้ยมึงอีจอยแม่งแต่งหน้าร้านไหนวะ/ร้านเจ้อ้อยอ่ะมึงปีที่แล้วเขาแต่งให้รุ่นพี่สวยมาก/หรอๆ ไม่ได้แระกูต้องหาร้านที่สวยกว่ามัน/เออกูก็กำลังหาอยู่/แปปนะแม่โทรมา/ฮัลโหลแม่ไม่ว่างค่อยยินดีตอนพรุ่งนี้เช้าล่ะกันจะต้องรีบแต่งหน้า/จบ/แต่งหน้าสำคัญสุดนะครับ

3 อยากเป็นตำนาน อันนี้เป็นอะไรที่ล้ำลึกที่สุดเท่าที่สมองผมคิดได้ครับ จริงๆการแต่งหน้าในวันรับปริญญา มันเป็นการแผงปรัชญาของบรรดาเจ้ๆทั้งหลายครับ จริงๆแล้วที่เขาแต่งหน้าแระลงแป้งแบบให้เหมือนคนน้อยที่สุดเพราะเท่าที่เห็นมันจะเหมือนรูปปั้นครับหน้าแต่ละคนนี่ขาวเหมือนปูนซีเมน เพราะนี่ไงล่ะครับเหมือนหุ่นจะได้เป็นตำนาน เป็นอนุสาวรีย์ปริญญาธิปไตย

สำหรับผมนะถ้าได้รับปริญา ผมขอแค่ภาพจากกล้องธรรดาที่มีคนที่เรารักมีพ่อแม่ที่ค่อยช่วยเหลือส่งให้เราเรียนจบ แค่นั้นครับภาพเดียวเล่าได้ทุกอย่างครับ .

ยอดเพ็ชร อำนาจดีมีสกุล
ติดต่อกันได้ที่เพจ(เพิ่งสร้าง)
https://www.facebook.com/pages/Yodpaet-Aumnajdeemeesakun/788603867871297?ref=hl

วันอาทิตย์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2557

the walking dead in Thai



สวัสดีครับพบกันอีกแล้วนะครับไม่ได้เจอกันแปปเดียวเอง (ไอ้สัสเขาลืมไปหมดแระว่าบล็อกนี่ยังมีอยู่)
ที่เว้นไปนานเพราะช่วงนี้ผมยุ่งๆน่ะครับ เพราะไม่ค่อยมีเวลาสระผม (......โปรดไว้อาลัยให้มุกนี่1นาที) เอาล่ะๆ ในเมื่อเล่นมุกก็ไม่ฮากะจะตีเนียนที่หายไปนานซะหน่อย 

ต่อจากนี้ล่ะครับเหตุผลที่ทำต้องลุกออกมาจากโต๊ะทำงานที่มีแฟ้มเอกสารเต็มโต๊ะ และดินสอที่แทบจะหมดด้ามจากการเขียนงานอย่าหนักหน่วงมาตลอดหลายอาทิตย์ /ที่จริงแค่ลุกออกมาจากหน้าคอมที่มีถุงขนมเลย์เมื่อ4วันที่แล้วกองอยู่2ถุง และเกมส์จัดการทีมฟุตบอลที่รวยล้นฟ้า แต่ชีวิตจริงมึงจนมากเลยนะเพราะเอาแต่เล่นเกมส์นี่ล่ะ/เอาล่ะกลับมาๆ 

จะบอกว่าเรื่องที่ผมเขียนมาให้อ่านมันตื่นเต้นขนาดไหน ดูจากหัวข้อก็คงรู้แล้วนะครับ 
หลายคนคงเคยดูซีรีย์เรื่อง the walking dead กันมาแล้ว (ถ้าใครยังไม่เคยดูมันคือเรื่องเกี่ยวกับซอมบี้โดยที่เหล่าตัวละครต้องเอาตัวรอด)  แต่! พี่ไทยเรามีเรื่องที่น่ากลัวกว่าในหนังซะอีก เอาล่ะครับ
อย่าเพิ่งรีบวิ่งไปซื้ออาหารกระป๋องที่เซเว่นมาเตรียมอ่านให้จบก่อนครับ 

เพราะตอนนี้ 

ผีปอบอาละวาด!

ฟังไม่ผิดแน่นอนครับ เพราะเฮียผู้ใหญ่บ้านชัยมงคล หมู่ที่ 4 ต.นิคมน้ำอูน อ.นิคมน้ำอูน 
แกบอกว่า ชาวบ้านที่เนี้ยตายไปแล้ว10คนโดยไร้สาเหตุ แม่เจ้า! เรื่องใหญ่สิครับ ตายแบบไร้สาเหตุ
เราต้องรีบไปถามหมอเรียกทีมวิจัยมาสำรวจว่ามีโรคติดต่ออะไรหรือปล่าว แต่ไม่ครับ! 
อย่าดูถูกคนไทย คนไทยมีไรไม่ถามหมอทั้งสิ้น คือกูตัดสินใจเองเท่กว่า ชาวบ้านสุดเท่ของเรา
ก็ได้ลงความเห็นตรงกันว่ามันมาจากปอบ ! โอ้วววว ล้ำสัส ปอบยังอยู่ถึงยุคนี่อีกหรอครับ
เราสืบสายพันธ์ยังไง หรือมีประชุมกันระหว่างปอบมั้ยว่าเราจะอยู่อย่างไรในยุคดิจิตอลแบบนี้
หากมีปอบมาอ่านบล็อกนี่แนะนำให้ตั้งกรุ๊ปlineไว้คุยกัน ตั้งชื่อว่า ชมรมปอบเม้ามอย ..

เอาล่ะๆ กลับมาตรงทุกคนลงความเห็นว่าสาเหตุมาจากปอบ ทำให้ชาวบ้านต่างผวา ไม่กล้าออกเดินไปซิ้อผงซักผ้าในยามกลางคืน ทำยังไงดีครับปล่อยไว้แบบนี้คงแย่แน่ สงสัยต้องใช้ถ้าไม้ตายกันซะแล้ว!! 
ตามสูตรครับและเขาก็ไปติดต่อพระมาสวด และเชิญผู้มีอาคมเวทย์มาปราบ เอาล่ะครับใกล้ฉากบู๊แล้ว
เตรียมป็อปคอนได้เลย !! 

และฉากบู๊ที่ว่าก็จะมีท่านอาจารย์ผู้มีอาคมเวทย์ (โอ้ยชื่อเขียนยากขอเรียกว่า ท่านจารย์ล่ะกัน)
ท่านจารย์ก็จะพาเหล่าชาวบ้าน วิ่งไปตามหาบอปเหมือนยกพวกไปตีเทคโนข้างๆ 
โดยใช้ไม้ ดาบ เคาะๆ แล้วบอกว่าสิ่งที่เห็นนี้คือขั้นตอนการจับปอบ ก่อนที่จะจับลงไม้ไผ่และนำผ้ายันต์มัดไว้ยิ่งกว่าหนังไซไฟครับ แล้วภาพที่แล้วเห็นคือชาวบ้านวิ่งตามกันเป็นกองทัพคล้ายเหตุการณ์วิ่งหนีสึนามิ แต่นี่กลับวิ่งไปปราบปอบ! ซึ่งอย่าคิดนะครับว่าชาวบ้านที่วิ่งจะเป็นพวกผู้กล้าที่คัดเลือกมาแล้วอย่างหนักหน่วง เพราะพวกเขาคือ ใครก็ได้ ! ตั้งแต่ คนขายยาเส้น ยัน เด็กเล่นลูกแก้ว ทุกคนล้วนเป็นฮีโร่ได้หมด พวกเขาวิ่งกันตามท่านจารย์ด้วยรอยยิ้มเหมือนมันเป็นเรื่องสนุก(ถ้านึกภาพไม่ออกลองนึกถึงผู้หญิงเวลาแห่กันไปร้านที่ลดราคา70%) ควันตลบอบอวลครับ! ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นกิจกรรมจับปอบพาเพลินก็ว่าได้ ชาวบ้านที่มาวิ่งนี่บ้างคนไม่ได้ออกกำลังกายก็เพิ่งได้มาออกวันนี่ล่ะ ดีครับ ถือเป็นการดูแล สุขภาพ ด้วยความสนุก ร่าเริง เป็นหมู่คณะ แถมได้เป็นฮีโร่ด้วย ปรบมือสิครับ!

แล้วที่หน้าตื่นเต้นกว่านั่นคือจับมาได้ทั้งหมด 300 ตัว!!!!! โอ้วว นี่มันเยอะขนาดนั้นเลยหรอพี่
มีความรู้สึกว่ากูอยู่ประเทศนี่ไม่ปลอดภัยแระครับซอมบี้มันยังมาเป็นตัวๆ แต่ปอบนี่มาแบบ หนังart
ให้เราเดาว่าอยู่ตรงไหน บ้างที่ก็ต้นไม้ บ้างทีก็ เสา ไม่แน่นะครบมันอาจอยู่ในพัดลมบ้านท่าน ก็ เป็น ด้ายยยยย

ภาพตัดกลับมาที่หมาที่เดินสวนทางกับคนที่วิ่งไล่ปอบ ถอนหายใจแล้วพูดในใจว่า หึ! ปอบทั้งหมดมี301ตัวต่างหากพวกหน้าโง่(คือปอบเข้าสิงหมาไปแล้ว) แล้วหมาก็เดินหายไป ติดตามชมภาค2 
ถุย! ตลกแระ จบเถอะ

นาย ยอดเพ็ชร อำนาจดีมีสกุล

แหล่งที่มาของข้อมูลจริง
http://board.postjung.com/815959.html
มีคลิปให้ชมด้วยนะ
http://news.bugaboo.tv/watch/148262/%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%9C%E0%B8%B5%E0%B8%9B%E0%B8%AD%E0%B8%9A.html



วันพุธที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2557

หน้าปกทรงพลัง


สวัสดีครับพบกันอีกแล้วนะครับ(อย่ามาตอแหลมึงหายหน้าไปเป็นเดือนครับ) ที่หายหน้าหายตาไป
เพราะว่าผมเรียนปีสุดท้ายและงานเยอะมากเลยนะครับ(ตัดภาพไปแม่งนั่งเล่นวินนิ่ง)
เอาล่ะครับจะระลึกความหลังไปก็เสียเวลา(ทำเนียนเลยนะมึง) เอาเป็นว่าเรามาพูดกันถึง
หัวข้อวันนี้ดีกว่าครับ

ต้องอธิบายก่อนว่าผมค่อนข้างชอบอ่านหนังสือมากครับ และชอบที่จะอยู่ในร้านหนังสือด้วย เพื่อที่จะหาหนังสือที่เราต้องการ ที่เราชอบ ผมจึงมีโอกาสสังเกตุสิ่งรอบตัวในนั้น และพบว่า นี่มันเชี่ย อัลไลกันเนี้ย!

คนเดี๋ยวนี้เวลาจะทานข้าวก็ต้องดูหน้าร้านอาหารตกแต่งสวยหรือปล่าว เวลาจะดูหนังก็ดูที่โปสเตอร์
เวลาจะอ่านหนังสือก็เช่นกันครับ ต้องดูปกดูชื่อก่อนอับดับแรกๆ

แล้วเมื่อผมดูปกไปเรื่อยๆก็เกิดอาการอยากเดินไปจับมือคนคิดชื่อ อยากจะถามเขาเบาๆว่า พี่คิดได้ไง
ยกตัวอย่างเช่น

ชื่อหนังสือ "เย่อกับปลา" โอ้ว ผมนี่หยุดเดินรีบคว้ามาเลย มันเป็นหนังสือเกี่ยวกับการตกปลา แต่ๆ ชื่อมึงนี่ 18+ มาก ผมก็นึกว่าจะมีภาพคนเย่อกับปลาซะอีก โดนใจมาก เป็นหนังสือตกปลาที่ผมอยากซื้อมาเก็บไว้ที่บ้านซะจริงๆ

หลังจากนี้ผมเริ่ม หวาดระแวงกับชื่อหนังแล้วครับ สายตาเริ่มรู้สึกหวาดระแวงมาก ในร้านหนังสือ

ต่อไปผมไปเจอหนังสือ "ตรีแล้วไปไหน" โอ้วโหว ชอบมาก นี่ล่ะที่กรูอยากรู้ อนาคตเราจะไปไหนไอ้ใบกระดาษนี่จะทำให้ชีวิตเราดีขึ้นหรือปล่าว ต่างจากหนังสือแม่ชีหรือพระหรือคุณริว ที่จะมีหนังสือ ตายแล้วไปไหน อะไรทำนองนี้ (ซึ่งไอ้หนังสือตายแล้วไปไหนนี่มึงรู้ได้ยังไงวะ แล้วถ้าสมมุติเราเชื่อมันแล้วตายไปแต่ไม่ได้ไปตามที่มันบอก กูจะเอาเงินคืนจาก ครายยยยย)

แล้วมีหนังสือหน้าหวาดระแวงอีกมากมาย ให้คุณเข้าไปลองอ่านหน้าปกกันเอาเอง ไม่อยากสปอย์
ความมันส์รอพวกคุณอยู่ครับ

แต่พอผมเห็นว่าชื่อหนังสือไทยแปลกเลยลองหาในgoogleดูว่าต่างประเทศชื่อหนังสือเขาเป็นยังไง
ก็ได้พบจุดพีคขั้นสูงสุดดังนี้

-The Urine Dance of the Zuni Indians of New Mexico : การเต้นรำปัสสาวะของ    อินเดียนแดงเผ่าซูนิในนิวเม็กซิโก เขียนโดย John Gregory Bourke (1885)
 โอ้ว แม่เจ้า! การเต้นรำของปัสสาวะ เกิดมาเพิ่งเคยได้ยิน และยิ่งเป็น ของอินเดียนแดงเผ่าซูนิใน  นิวเม็กซิโก ยิ่ง งง สัสๆ ตกลงไอ้ชนเผ่านี้มันเป็นใคร แล้วทำไมเราต้องรับรู้ว่าปัสสาวะมันเต้นรำ  ยังไง ควรจัดอยู่ ในหนังสือเรียนสังคมของบ้านเราหรือปล่าว อยากถามผู้เขียนว่า ป่วยมั้ยสบายดี  หรือปล่าว กินยามั้ย ? /แต่อยากเห็นการเต้นรำของฉี่มากเลย งงมากๆตอนนี แต่ก็ชอบ

- How to Avoid Intercourse with Your Unfriendly Car Mechanic : วิธีหลีกเลี่ยงการมีเพศ   สัมพันธุ์กับช่างซ่อมรถท่าทีไม่เป็นมิตรของคุณ เขียนโดย Harold Landy (1977)
  เป็นหนังสือที่มีกลุ่มเป้าหมายแคบมากๆ แต่ชอบมากๆ มัน...ดีนะมันเป็นเหมือนคู่มือมนุษย์
  ที่ผู้หญิงควรมี อีกหน่อยก็คงมี วิธีหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ กับช่างแอร์(ในตำนาน)ของไทย   ด้วย

- Constipation and our Civilization : ท้องผูกและอารยธรรมของเรา (1943)
  อัลไลของเมิง ผมนี่งงถึงขั้นสูงสุด ตกลงพี่อยากเล่าเรื่องราวของคนแบบพี่เพื่อนบ้านพี่แต่พี่ก็     อยากเขียนเรื่องท้องผูกด้วย เลยเอามารวมกันหรือปล่าว รึยังไง งงไปหมดแล้วครับพี่น้อง

เอาล่ะครับพอเถอะครับ ผมนี่ยืนแทบไม่ไหว เอาเป็นว่าขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านกันจนถึงบรรทัดนี้ ขอบคุณทุกคนที่ยังมีความเชื่อในบล็อกนี้อยู่ /ตัดภาพไปมีคนนั่งหาวอ่านบล็อกกูอยู่3คน ชีวิ้ตต/ เอาล่ะครับยังไงเจอกันอีกเร็วๆนี้(ครั้งที่แล้วมึงก็พูดแบบนี้)สุดท้าย

ขอให้ทุกคนมีหน้าปกชีวิตเป็นของตนเอง อาจไม่ต้องตั้งว่า เย่อกับปลา อะไรแบบนั้นหรอกครับ
แค่ตั้งว่า วันนี้ฉันจะมีความสุข/ฉันต้องทำฝันให้เป็นจริง/ฉันต้องรวยให้ได้ 
ให้มันเป็นคำเตือนชีวิตเราเพื่อเราจะไปถึงจุดหมายให้ตอนจบของหนังสือ ที่ไม่ได้ใช้ปากกา 
แต่ใช้ชีวิตของคุณเขียนมัน 
จบ.

ยอดเพ็ชร อำนาจดีมีสกุล

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิง
http://www.dek-d.com/writer/14044/